test 2
posted on 28 Sep 2007 18:36 by tpqt50 in bubprataisangjunระหว่างที่กำลังออกจากหอราชการเพื่อกลับไปยังตำหนักตะวันออกอันเป็นที่พำนักส่วนตัว
ก็บังเอิญพบกับใครคนหนึ่งซึ่งเดินมาจากอีกฟากพอดี
“ท่านอ๋องน้อย!”
คนเรียกอยู่ในชุดเสื้อตัวยาวของขุนนางฝ่ายบุ๋น
กำลังสาวเท้าตรงเข้ามาหาเขาอย่างเร่งรีบ เห็นดังนั้นต้าหยาก็ชะงักไปเล็กน้อย
“มีอะไรรึ หั่วอู ตอนนี้เจ้าควรจะคัดหนังสืออยู่…”
เฉาตั้น หรือสมญานามว่า หั่วอู
เป็นสหายร่วมเรียนผู้มีวัยแก่กว่าต้าหยาสองปี
ปัจจุบันเป็นข้าราชการสังกัดกรมอาลักษณ์ มีหน้าที่บันทึกประมวลเหตุการณ์บ้านเมือง แม้วันใดวันหนึ่งข้างหน้า
เจ้าตัวคงไม่แคล้วได้รับตำแหน่งอำมาตย์สืบทอดต่อจากผู้เป็นบิดา
แต่หน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่ตอนนี้ก็อาจเรียกได้ว่าสำคัญเทียบเท่ากับอำมาตย์แล้ว
นั่นคือการแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาต่ออ๋องน้อยนั่นเอง
และในขณะนี้ หั่วอูก็กำลังตอบคำถามของต้าหยาด้วยสายตาตำหนิ
“คุณชายท่าทางไม่ค่อยสบายนัก วันนี้ข้าจึงขอตัวมาก่อน”
“อืม…”
“ฝีมือท่านอ๋องน้อยใช่ไหม”
เมื่อโดนจี้ตรงจุด ต้าหยาก็ทำเป็นเฉไฉ
“พูดเรื่องอะไรกัน”
“พ่อเฒ่ามาร้องเรียนกับข้าทั้งน้ำตานองหน้า ถึงคุณชายจะเป็นทายาทของแคว้นที่พ่ายแพ้
แต่การกระทำเช่นนี้ของท่าน มันก็ออกจะไร้ความปรานีไปหน่อยกระมัง”
พลันในห้วงนึกก็ปรากฏภาพของเยี่ยซินที่ถูกข่มเหงจนร้องไห้เมื่อคืนขึ้นมา
ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาต่อว่า เขาเองก็รู้อยู่แก่ใจดีที่สุด
“ท่านมีอะไรไม่พอใจท่านเยี่ยซินรึ?”
“ก็ไม่ใช่ไม่พอใจหรอก”
คำตอบหลุดออกมาโดยอัตโนมัติ
“ถ้าเช่นนั้น มีอะไรไม่ถูกใจ”
“ข้าจะไปรู้รึ”
“ท่านอ๋องน้อย!”
หั่วอูเสียงดังและเข้าขวางอีกฝ่ายที่ตัดบทเอาดื้อๆ พลางตั้งท่าจะจากไป
“ได้โปรดตระหนักเอาไว้ด้วยว่า ถึงอย่างไรท่านก็เป็นเจ้าผู้ครองแคว้น
หากแม้แต่ใจตัวเองก็ยังควบคุมเอาไว้ไม่ได้ แล้วจะไปปกครองอาณาประชาราฎร์ได้อย่างไร
ท่านควรมีความสุขุมเยือกเย็น ไม่เห็นแก่ประโยชน์สุขส่วนตัว เอาประชาชน…”
“ข้ายังไม่ได้เป็นผู้ครองแคว้นใดเลย”
ผู้ถูกสั่งสอนค้านขึ้นทันควัน
แต่กลับได้รับเสียงหัวเราะเป็นคำตอบ
“พูดอะไรเช่นนั้น ไม่ใช่ท่านรึที่ถูกเรียกว่า ‘อ๋องน้อย’ และเป็นผู้กุมอำนาจทั้งหมดในแว่นแคว้นนี้”
“…นั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าต้องการ”
“มันไม่เกี่ยวกับว่าท่านจะต้องการหรือไม่
แต่นี่คือหน้าที่ของผู้ปกครอง”
“……”
ต้าหยาทำหน้าขึงและเงียบไป
เขาตระหนักดีว่าสิ่งที่หั่วอูพูดนั้นถูกต้องทุกอย่าง
ถึงกระนั้นก็ยังอดตอกกลับไม่ได้อยู่ดี
“นี่ถ้าเจ้ามาเป็นอำมาตย์เมื่อไร แต่ละวันของข้าคงไม่มีทางได้เงียบสงบแน่”
คนถูกเหน็บยิ้มน้อยๆ
“ถ้าหากท่านอ๋องน้อยรู้จักปรับปรุงตนให้ดีขึ้น
ไม่ว่าข้าราชบริพารคนไหนก็ไม่อาจตำหนิท่านได้”
“เจ้านี่ปากร้ายนัก” ผู้เป็นนายพูดเมินๆ
“เช่นนั้น ข้าคงต้องขอเรียนแนะนำให้ระงับการไปวังหลังสักพักหนึ่งด้วย”
“รู้แล้ว”
เมื่อคิดว่าเยี่ยซินคงจะโล่งใจกับข่าวนี้
ต้าหยาก็ยิ่งทวีความหงุดหงิดในอารมณ์ขึ้นอีก
v v v
ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งปีก่อน
ในช่วงที่แผ่นดินยังระอุไปด้วยไฟสงคราม
ดินแดนที่ราบภาคกลางประกอบไปด้วยสามอาณาจักรใหญ่และอีกหกแคว้นน้อย
เวลานั้นแคว้นเหยี่ยนได้รุกรานทำลายแคว้นจิงซึ่งอยู่ข้างเคียงเพื่อขยายอำนาจขึ้นเป็นอาณาจักรใหญ่
ผู้ที่ตื่นตระหนกกับการล่มสลายของจิงที่สุดก็คือแคว้นเซียงซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเหยี่ยน
ด้วยความหวาดกลัวว่าตนอาจต้องประสบชะตากรรมเดียวกับจิงเข้าสักวัน
เซียงจึงยื่นข้อเสนอขอเป็นพันธมิตรกับเหยี่ยนเพื่อป้องกันตัว
ยามนั้นแคว้นเหยี่ยนเพิ่งผ่านการทำสงครามครั้งใหญ่มาหมาดๆ
ยังไม่พร้อมทั้งด้านการปกครองและการเสริมกำลังทหาร
ซ้ำยังต้องกำราบควบคุมราษฎรของจิงที่เพิ่งยึดครองมาได้ไม่ให้กระด้างกระเดื่องอีกด้วย
ภาระต่างๆ ที่จำต้องสะสางมากมายนี้ทำให้ไม่มีเวลาพอจะเตรียมตัวรับมือกับแคว้นเซียง
นอกจากนี้หากปฏิเสธสัญญาพันธมิตร
ก็รังแต่จะสร้างความหมางใจจนอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายโดยไม่จำเป็น
เหยี่ยนจึงตกลงรับพันธไมตรีดังกล่าว
…ทว่าเซียงกลับทำลายสัญญาทิ้ง โดยเป็นฝ่ายยกทัพบุกเข้ามาโจมตีก่อน
เป็นธรรมดาที่เหตุการณ์นี้ย่อมทำให้ผู้ถูกตระบัดสัตย์ไม่พอใจ
เหยี่ยนจึงหันมาตั้งรับศึกที่เซียงเป็นผู้ประกาศท้าทายด้วยดาบที่เพิ่งทำลายล้างจิงไปนั้นเอง
ผู้ชนะการต่อสู้ในครั้งนี้
แน่นอนว่าคือเหยี่ยนอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ไหนแต่ไรมาเซียงเป็นแคว้นที่มีความเจริญด้านศาสตร์ความรู้ จึงเป็นไปได้ยากที่จะเอาชนะเหยี่ยนซึ่งเป็นที่เลื่องลือด้านการรบได้
และจอมทัพผู้นำกำลังเข้าตอบโต้การโจมตีของผู้คิดคดก็คือองค์ชายรัชทายาทแห่งแคว้นเหยี่ยน
หยางต้าหยาผู้นี้นั่นเอง
เขาตีต้านทัพเซียงจนแตกถอยร่นกลับไปด้วยความห้าวหาญราวกับอสูรสงคราม
ตามไล่ล่ากระทั่งจับกุมตัวเจ้าแคว้นเซียงเอาไว้ได้
แล้วจุดไฟเผาพระราชวังทิ้งจนหมดสิ้น
จากนั้นการเผชิญหน้าระหว่างอ๋องน้อยแห่งเหยี่ยนกับต้าอ๋องแห่งเซียงพร้อมทั้งสมาชิกในราชวงศ์จึงมีขึ้นในค่ายพักทหารซึ่งยังคงกรุ่นด้วยกลิ่นคาวเลือด
ต้าหยายังอยู่ในชุดนักรบเต็มยศ เพียงแค่เช็ดเลือดออกจากใบหน้าเท่านั้น
ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยว สีหน้ากร้าวกระด้างราวกับปีศาจก็ไม่ปาน
ผู้ที่ถูกคุมตัวเข้ามาคนแรกคือ
ซูเล่อ ต้าอ๋องแห่งเซียง ตามมาด้วยน้องชายสองคน องค์ชายรัชทายาท
และคุณชายในตระกูลอีกสามคน ทั้งหมดล้วนแต่งกายด้วยชุดนักรบหรูหรางดงาม
ซึ่งบัดนี้สกปรกไปด้วยคราบเลือดและดินโคลนจนไม่เหลือเค้าของความงามสง่าให้เห็นแม้แต่น้อย
ทุกคนถูกปลดอาวุธออกจนหมด แต่ด้วยฐานันดรศักดิ์อันสูงส่ง
จึงทำให้รอดพ้นจากการถูกมัดข้อมือด้วยเชือกเยี่ยงเชลย
เพียงกราดสายตามองแวบเดียว
ต้าหยาก็นึกสมเพชอยู่ในใจ เห็นได้ชัดว่าแต่ละคนท่าทางเหมือนไม่เคยฝึกฝนการจับอาวุธมาก่อนเลย
“ท่านเหิมเกริมเกินไปแล้ว ท่านเซียงอ๋อง”
คำพูดนี้หาใช่การเย้ยหยันไม่
หากแต่ชายหนุ่มคิดเช่นนั้นจริงๆ
เหล่านักโทษต่างพากันก้มหน้าอย่างหมดเรี่ยวแรง
แล้วเจ้าแคว้นแห่งเซียงก็เอ่ยขึ้นด้วยริมฝีปากสั่นระริก
“เมื่อลงเอยเช่นนี้ ข้าก็ไม่มีสิ่งใดจะพูดอีก ทว่าคนของเซียงล้วนแล้วแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ต่างๆ
บางทีอาจจะเป็นประโยชน์แก่ท่านได้ ขอท่านโปรดเมตตาละเว้นชีวิตด้วยเถิด”
คนพูดประสานมืออ้อนวอน หากได้รับสายตาแสดงความเห็นใจแค่เพียงเปลือกนอก
“แน่นอน ถ้าเกิดครั้งนี้ท่านเป็นฝ่ายมีชัยแล้วมีจิตใจเมตตาละเว้นชีวิตพวกข้าเช่นกันล่ะก็
ข้าย่อมต้องให้ความกรุณาต่อท่านอ๋องและครอบครัวเป็นแน่”
แม้วาจายอกย้อนนั้นจะคล้ายกับเป็นเชิงถาม แต่คำตอบมีอยู่ในใจแล้ว
ฝ่ายเซียงทำลายพันธสัญญาและยกทัพมาโจมตีด้วยความจงใจ
การขอสานสัมพันธไมตรีเป็นเพียงลูกไม้หลอกให้เหยี่ยนตายใจ
เพื่อจะได้บุกมาเด็ดศีรษะต้าหยาโดยไม่ให้ทันตั้งตัวต่างหาก
ดังนั้นจึงไม่ควรอย่างยิ่งที่จะปล่อยคนขี้ขลาดพวกนี้ให้ลอยนวล
จนบ่มเพาะเป็นเภทภัยขึ้นอีกในวันข้างหน้า
“อย่างน้อยก็ให้ท่านเลือกได้ว่า อยากจะถูกแขวนคอหรือตัดคอกันแน่”
“หนอยแน่ะ! เจ้าคนสามหาว!!”
องค์ชายผู้หนึ่งทำท่าจะโผนตัวขึ้น แต่ถูกผู้คุมกดศีรษะเอาไว้
ต้าหยาพูดต่ออย่างไม่สนใจ
“ข้าเองก็เสียดายยิ่งนัก หากท่านอ๋องไม่กระทำเรื่องเกินกำลังเช่นนี้ แคว้นของท่านและข้าก็คงจะเป็นมิตรกันต่อไปอีกยาวนาน
…น่าเสียดายจริงๆ”
ประโยคสุดท้ายดุจเป็นสัญญาณส่งแขก
ผู้คุมต่างพากันลากตัวเหล่าเชลยซึ่งเคยเป็นถึงเจ้าแคว้นออกไป
หนึ่งในองค์ชายซึ่งดูแก่วัยกว่าพี่น้องทั้งหมดจ้องมองต้าหยาด้วยสายตาเคียดแค้นแล้วถ่มน้ำลายกระเด็นใส่หน้า
ซึ่งในเวลาต่อมาได้ทราบว่าชายผู้นี้เองคือองค์ชายรัชทายาทแห่งแคว้นเซียง
ผู้คุมรีบปราดเข้ามาห้ามเสียงแข็ง
“บังอาจ!”
“เจ้าคนไร้มารยาท ถอยไป!”
ก่อนที่เหตุการณ์จะวุ่นวายใหญ่โตมากไปกว่านี้
ต้าหยาก็ใช้มือเช็ดหน้าตัวเองอย่างใจเย็น แล้วประกาศด้วยเสียงราบเรียบ
edit @ 2007/09/28 18:43:25
edit @ 2007/09/28 18:45:06
edit @ 2007/09/30 12:44:26